ความกังวลของคนทำงาน

ในยุคที่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (เขาว่ากันอย่างนั้น) สิ่งที่คนทำงานหาเช้ากินค่ำอย่างเรา ๆ

ต้องคิดนั่นคือ จะทำอย่างไรให้มีงานทำอย่างต่อเนื่อง และ จะหาเงินจากไหนให้ได้เยอะ ๆ เพื่อหามาใช้หนี้

ที่นับว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มพูนเอา เพิ่มพูนเอา รัดคอจนหายใจไม่ทั่วท้องครับ

แต่ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรสิ่งที่สำคัญ อันดับแรกเลยที่ผมอยากให้ทุกคนมีนั่นคือ การมีสติ และการปล่อยวาง

จากความเครียด ความกังวลจากสิ่งเหล่านั้น  เพราะ เครียดไป กังวลไปก็มีแต่ความทุกข์ หาความสุขยากครับ

เมื่อทุกข์ ใจเราจะห่อเหี่ยว และไม่สู้กับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งส่งผลทำให้ทัศนคติของเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า

การคิดลบเข้ามาแทรกซึม จนทำให้เราไม่เห็นตัวเอง และพาลโทษสิ่งรอบข้าง

ซึ่งการโทษสิ่งต่าง ๆ ผมบอกตรง ๆ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอกครับ

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องหาทางแก้ไขกันไป หากชีวิตเรายังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป จริงไหม !!

ดังนั้น เราลองมาแก้ไขปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักกังวลกันดีกว่าครับ

ตามหัวข้อของบทความนี้ “ความกังวลของคนทำงาน”

  • คนส่วนใหญ่มักกังวลกับสิ่งที่เรียกว่างาน
  • คนส่วนใหญ่มักกังวลกับสิ่งที่เรียกว่าเงิน

สองข้อนี้ผมว่า แทบจะไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้วนะครับ เพราะหนักหนาสาหัสจริง ๆ

แต่ หากเราคิดว่าหนัก มันก็จะหนัก แต่หากเราคิดว่า ทุกปัญหามีทางออก มันก็จะมีทางออก จริง ๆ ครับ

ขึ้นอยู่กับทัศนคติ หรือ วิธีคิดของเรา เพราะหากเราตั้งเป้าหมายถูก เสมือน ติดกระดุมเม็ดแรกถูก ที่เหลือก็จะถูก

แต่หากเราติดกระดุมพลาดไปเพียงเม็ดเดียวที่เหลือก็จะผิดพลาดตามมา สัจธรรมครับ

เรามาดูกันถึงข้อแรก

1.หากเรากังวลกับสิ่งที่เรียกว่างาน เราจะแก้ไขอย่างไรดี

การทำงานโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บางครั้งประสบการณ์ที่เราสะสมมา

บางอย่างก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันต่อสิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน บางคนเปิดใจ ปรับเปลี่ยน และไม่กลัวกับสิ่งที่ผิดพลาด

เพราะคนทุกคนสามารถผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น มีแต่คนที่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะอยู่ลำบาก

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ผิดพลาดแล้ว ก็ยังผิดพลาดในเรื่องเดิม ๆ แบบนั้นเขาจะหาว่าเราไม่เรียนรู้ ซึ่งอนาคต

อาจตกงานได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญ อย่าพึ่งไปกลัวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือ ยึดติดกับความเสียใจที่เคยผิดพลาดครับ

เดินหน้าต่อ อยู่กับปัจจุบัน อะไรที่เข้ามา ก็แค่เปิดใจยอมรับ เรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ คือ การพัฒนาความคิด พัฒนาจิตใจ

ให้เราได้มีมุมมองใหม่ ๆ ที่กว้างขึ้น หากวันนี้เราตั้งคำถามในเชิงบวก คือ

ประโยชน์และคุณค่าของการทำงานที่เราได้รับ มีอะไรบ้าง?

ผมเชื่อว่าด้วยคำถามในเชิงบวก จะทำให้เรามีมุมคิดที่แหลมคมมากขึ้น

คำตอบ อาจไม่ใช้แค่สิ่งที่เราได้รับในทุก ๆ สิ้นเดือน แต่ลองมองให้ลึก คุณค่าของการทำงาน

อยู่รอบตัวเราทั้งนั้นครับ แค่เราเปิดใจ

 

2.หากเรากังวลกับสิ่งที่เรียกว่าเงิน เราจะแก้ไขอย่างไรดี

เพราะการทำงานในยุคนี้เราคงปฏิเสธเรื่องเงินไม่ได้ครับ เพราะการไม่มีเงินทางเลือกของชีวิตจะน้อยลง

แต่เงินก็ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดนะครับ บางเรื่องเงินก็ซื้อความสุขไม่ได้

แต่หากเรายังต้องกิน ต้องใช้ เงิน คือ สิ่งที่จุนเจอและสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นของกลับมาได้

แต่ต้องรู้จักคุณค่าของเงินด้วยว่า กว่าจะหามาได้ เหนื่อยยากแค่ไหน เพราะบางคนไม่เห็นคุณค่าของเงิน

จนทำให้ตัวเองติดบ่วงของคำว่า หนื้ จนถอนตัวไม่ขึ้น รู้ตัวอีกทีหนี้ลัดคอจนหายใจไม่สะดวกแล้วครับ

แต่บางคนกับเห็นคุณค่าของเงิน จนนำเงินไปต่อยอดทำให้บั้นปลายของชีวิตมีความสุขแบบพอเพียง

ซึ่งเรื่อง เงินนั้น อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปคิดถึงหลัก เศรษฐกิจพอเพียง เอาไว้เยอะ ๆ

ทำอะไรต้องมีความพอดี เรื่องเงินก็เช่นกัน ต้องรู้จักเก็บออม รู้จักใช้ให้พอกับรายรับที่เข้ามา

ลองมาดูนิสัยการใช้เงิน...ซึ่งสามารถบอกทางเดินของชีวิตได้ดีมาก ๆ ครับ

  1. หาได้ 100 ใช้ 120 แล้วยังชอบหยิบยืมคนไปทั่ว = ล้มละลาย
  2. หาได้ 100 ใช้ 120 = เป็นหนี้ตลอดชีวิต
  3. หาได้ 100 ใช้ 100 ไม่มีเก็บ = จน ไม่มั่นคง แต่ไม่เป็นหนี้
  4. หาได้ 100 ใช้ 90 อีก 10 เป็นเงินออม = ชนชั้นกลาง
  5. หาได้ 100 ใช้ 80 อีก 20 เป็นเงินออม = รวย มีความมั่นคง
  6. หาได้ 100 ใช้ 50 อีก 50 เป็นเงินออมและเงินลงทุน = เศรษฐีเงินล้าน

ทั้ง 6 ข้อนี้ลองพิจารณาดูนะครับว่าทุกวันนี้เราเดินอยู่บนเส้นทางไหน กันบ้าง

เอาล่ะ ผมเชื่อว่า คนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือ หาเช้ากินค่ำ คงมีเรื่องกังวลโดยเฉพาะเข้าสู่กลางเดือน

ที่เงินเริ่มหมด เพราะต้นเดือน เงินออก ก็นำเงินที่ได้ไปจ่ายบิลต่าง ๆ ที่เรานั้นเป็นคนสะสมเอาไว้

ดีใจชั่วครู่ ไม่ถึง 1 วันเต็ม ๆ เงินที่มีก็เหลือเพียงน้อยนิด ซึ่งผมเชื่อว่าครับว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

เพราะสมองไม่ต้องคิดกังวลถึงเงินที่ต้องไปจ่ายหนี้ ทำให้ชีวิตเบาลงไปเยอะเลยครับ

แต่หนี้ ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดหากเราเข้าใจ เพราะหนี้ก็มีทั้ง หนี้ดี และ หนี้จน

หนี้ดี

หนี้ที่เกิดจากการลงทุนนำเงินไปซื้อของเพื่อนำมาขาย แบบนี้ถึงจะเป็นหนี้ในปัจจุบัน แต่อนาคตมีโอกาสรวยครับ

เพราะอย่างน้อยเงินเหล่านั้นก็ไม่สูญเปล่า เผลอ ๆ อาจกลับมามากกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนะครับ

ทว่า หากเราเป็นหนี้จนล่ะ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นหนี้ชนิดนี้มากที่สุด

หนี้จน

หนี้ที่เกิดจากความไม่พอเพียง เป็นความต้องการทางอารมณ์ของคนจนไม่อดทนรอในการเก็บเงิน

แต่ใช้เครื่องมือทางการเงินที่เขามีให้ เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อ ในการกู้ยืมเพื่อมาสร้างความสุข

แบบชั่วคราว จริง ๆ ครับ เพราะตอนได้ของมาก็ดีใจสุด ๆ ถ่ายรูปโชว์ลง facebook เพื่อหวังว่าจะมีคนมากด Like

ซึ่งอาจจะมีครับ แต่พอถึงสิ้นเดือน บิลเรียกเก็บเงินมา นั่งหน้าสลดเพราะเงินจมกับหนี้เหล่านี้

จนทำให้เกิดความกังวล เงินใช้ไม่พอตลอดทั้งเดิน และสุดท้ายวังวนของชะตากรรม นั่นคือ

เมื่อเงินไม่พอใช้ ก็ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ทั้งในระบบ และนอกระบบ จนสุดท้ายดิ้นไม่หลุด

วันนี้เราเป็นหนี้กันแบบไหนครับ ลองถามใจเธอดู

เอาล่ะ ในเมื่อหนี้มันเกิดขึ้นไปแล้ว ผมมียารักษาให้ เผื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขเรื่องหนี้นั่นคือ

 

1.รู้จักจดบัญชีรายรับรายจ่าย ทุก ๆ วัน

เพื่อจะได้รู้ว่าสถานะการเงินของตนเองเป็นอย่างไรรับเข้ามาเท่าไหร่ และจ่ายออกไปเท่าไหร่ในแต่ละวัน

การจด คือ วินัยและนิสัยของคนรวย เดี๋ยวนี้การจดไม่ใช่เรื่องยาก

แนะนำ เว็บไซค์  www.จัดการเงินเป็น.com จดผ่านสมาร์ตโฟน ไม่ยากครับ

หากเราทำการจดบัญชีแล้ว เราจะล่วงรู้ว่า เงินส่วนใหญ่รู้รั่วอยู่ตรงไหน ซึ่งจะตามมาด้วย

 

2.การลดรายจ่าย (ไม่จำเป็น)

การลดรายจ่าย คือ สิ่งที่วันนี้เราต้องอดทนครับ หากเรามีหนี้เยอะ เพราะจะใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยต่อไป

ก็จะลำบากและหนี้จะไม่ลดนะครับ ซึ่งการลดรายจ่าย อยากให้ลดรายจ่ายกับหนี้ระยะสั้นก่อนนั่นคือ

บัตรต่าง ๆ ที่ถือเอาไว้ ถ้าคุณลดตรงนี้ได้ชีวิตจะเบา และสภาพคล่องเงินสดจะมีมากขึ้น

อีกทั้งรายจ่ายที่ผันแปร ไปตามอารมณ์ก็ควรต้องลดลง ลองดูนะครับว่าอะไรบ้างในชีวิตที่ไม่จำเป็น

ในช่วงที่เป็นหนี้ก็ตัดทิ้งไป อย่าให้เนื้อร้ายเหล่านี้ลุกลามจนเฉือนลำบากครับ

 

3.การเพิ่มรายได้

เพราะ 1 อาชีพในยุคนี้ไม่พอครับ เนื่องจากข้าวของที่แพงขึ้น แต่การเป็นมนุษย์เงินเดือน จะหวังรอโบนัส

หรือการปรับเงินเดือน ที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ก็ดูจะคาดการณ์ลำบาก ดังนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

นั่นคือ ต้องมีอาชีพที่ 2 , 3 รองรับบ้าง แต่ต้องไม่เบียดงานประจำนะครับ ทำหลังเลิกงาน วันหยุด แบบนี้โอเค

ลองเข้าร้านหนังสือศึกษาหาความรู้บ้าง แล้วเราจะมีมุมมองที่เปิดกว้างครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องความรู้ คนส่วนใหญ่ มักจะไม่รู้ แล้วทะลึ่งทำ แบบนี้หายนะนะครับ

 

4.หาความรู้ทางการเงิน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเจ้าของกิจการมีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ไม่ใช่ทุกคนที่จะลาออกจากงานประจำ

เพื่อมาทำงานอิสระใช้ชีวิตนอกกรอบเพราะทุกคนมีความแตกต่างที่เราต้องเข้าใจ

สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ การเข้าใจตัวเองว่าเรานั้นชอบอะไร เรามีจุดเด่น จุดแข็ง ความเชี่ยวชาญด้านไหน

ก็ทำสิ่งนั้นเพื่อหารายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว เมื่อหารายได้แล้ว สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมีในโลกอนาคต

คือ การเป็นนักลงทุนที่ให้เงินทำงานแทนเรา เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน เราทุกคนสามารถเป็นนักลงทุนได้

แค่เราศึกษาทำความเข้าใจในปัจจัยความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และใช้เวลา วินัย อดทนในการสร้างเครื่องผลิตเงินให้เรา

ทำไมเราต้องลงทุนครับ ?

  • อัตราดอกเบี้ยธนาคารน้อยมากจนเราไม่สามารถพึ่งดอกเบี้ยจากเงินฝากได้
  • ของแพงขึ้น มูลค่าเงินที่เราถือลดน้อยลง
  • เราพึ่งพิงจากคนรอบข้างไม่ได้ทั้งคนในครอบครัว หรือ สวัสดิการจากรัฐ
  • เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่อายุยืนจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้ต้องมีเงินใช้ในบั้นปลาย

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือ สัจธรรมที่เราต้องเข้าใจและเริ่มศึกษาการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราครับ

 

5.มีวินัย ทำอย่างต่อเนื่อง

คนที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ข้อที่สำคัญมาก  ๆ คือ ลงมือทำ

และลงมือทำอย่างมีแผน มีวินัย และทำอย่างต่อเนื่อง อาจมีหยุดพัก มีถอยหลังบ้าง

แต่เมื่อหายเหนื่อยจงก้าวต่อไป หากภารกิจที่เราตั้งใจยังไม่สำเร็จ อย่าพึ่งล้มเลิก

คนที่ประสบความสำเร็จ วัดกันที่ข้อนี้ล่ะครับ

 

เอาล่ะครับ บทความนี้อาจยาวสักหน่อย ใครอ่านจบอยากให้ปรบมือให้ตัวเองนะครับ

เหมือนที่ผมตั้งใจเขียนมาก ๆ เพื่อผู้อ่านที่ติดตามบทความกันมาจะได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา

กับความกังวลของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือ เรื่องเงิน เพราะชีวิตเราก็วนเวียนไม่กี่เรื่องจริงไหมครับ

แต่ อ่าน ได้แค่รู้ แต่อยากรับรู้ และเข้าใจ ต้องนำไปปฏิบัติ ใครทำแล้วก็มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้นะครับ

ที่ช่องทางด้านล่างครับ

 

เชื่อผมเถอะ ++

 

ท่านสามารถติดตาม Dr.fish ได้ทาง Line แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยทำตามขั้นตอน คือ

1.ค้นหา ID : Dr.fish กรุณากดลิงก์ด้านล่าง หรือค้นหา ID "@dr.fish" ที่ LINE หรือ LINE@ 

(กรุณาใส่ "@" ด้วย) แล้วเพิ่มเป็นเพื่อนของคุณ

2. คลิก Link http://line.me/ti/p/%40dr.fish

 

ประโยชน์ที่จะได้รับในการเป็นเพื่อนกับ dr.fish คือ

1.ได้รับข้อมูลการพัฒนาตนเองที่เป็นประโยชน์ วิธีคิดในเชิงบวก ทุกเช้า 7.30 น.ทุกวัน

2. สามารถปรึกษาการทำงาน วิธีคิดได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเกรงใจครับ ยินดีมาก ๆ ครับ

 

คิดบวก คิดถึง Dr.fish

เขียนโดย อ.มงคล กรัตะนุตถะ

วิทยากร นักคิด นักเขียน

แบบฟอร์มติดต่อกลับ

Visitors: 273,298